ผลเบื้องต้นเส้นผม-ปัสสาวะของประชาชน-เด็กริมน้ำกกพบสัญญาณต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
นักวิชการ มฟล. 10 ทีมทำวิจัยเร่งด่วนการจัดการสารโลหะหนักในลุ่มน้ำโขง-กก ของบผ่านจังหวัด 100 ล้านตั้งห้องปฎิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อน
----------
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ศ.ดร. สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี ส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดเผยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัย มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนโดยการจัดตั้งแล็บครั้งนี้ต้องยื่นขอการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากลว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ หากดำเนินการสำเร็จ มฟล. จะสามารถออกใบรับรองผลการตรวจ (Certificate) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการขอรับรองเร็วที่สุดประมาณ 1 ปี และไม่เกิน 2 ปี
"แม้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะมีห้องปฏิบัติการอยู่แล้ว แต่มีคณาจารย์ใช้งานจำนวนมาก การตรวจสารปนเปื้อนจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่เซ็ตระบบมาเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) กับงานวิจัยส่วนอื่น" ศ.ดร. สุจิตรา กล่าว
รองอธิการบดี กล่าวว่า สำหรับตอนนี้มหาวิทยาลัย ได้สนับสนุนงบทำวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการปนเปื้อนสารโลหะหนักในพื้นที่ โดยจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยเร่งด่วนจำนวน 3 ล้านบาท เพื่อส่งให้ 10 ทีมนักวิจัยจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและศึกษาแนวทางการรับมือกับปัญหาการปนเปื้อนของคนในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งโครงการวิจัยทั้ง 10 หัวข้อนี้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 6 เดือน มุ่งเน้นไปที่การประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่แม่น้ำกก เพื่อให้ได้คำตอบและวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนว่าประชาชนในพื้นที่ควรปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์การปนเปื้อนอย่างไร
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา มฟล. ได้จัดเสวนา “ปัญหาเร่งด่วนในการจัดการสารปนเปื้อนลุ่มน้ำโขง-น้ำกก” ภายใต้กิจกรรม MFU Research Expo 2025 ซึ่งมีนักวิชาการร่วมถ่ายทอดผลการดำเนินงานวิจัยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย นักวิชาการสำนักวิทยาศาสตร์ มฟล.กล่าวว่า งานวิจัยการบำบัดน้ำโดยใช้เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรอง ผลการทดสอบเบื้องต้นพบประสิทธิภาพในการกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และ ตะกั่ว กว่า 90%อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักคือการนำนวัตกรรมนี้ไปปรับใช้ในภาคการเกษตร โดยกำลังเร่งประสานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ซึ่งอาจเป็นทางออกสำคัญในการลดการปนเปื้อนในวงจรอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ
ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ นักวิชาการจากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล.กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในรายงานนี้คือ ผลกระทบต่อสุขภาวะคนในพื้นที่ โดยทีมวิจัยขยายขอบเขตการเก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้ใหญ่ไปยังกลุ่มเด็กในโรงเรียนบางแห่งในชุมชนริมน้ำกก โดยใช้วิธีการตรวจสารหนูจากเส้นผม (ขั้นต่ำ 5 กรัม) และปัสสาวะขณะนี้เก็บได้ประมาณ 30 คน จากเป้าหมายจะเก็บตัวอย่างจาก 100 คน
“แม้กระบวนการส่งตรวจห้องปฏิบัติการจะมีความยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องส่งไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือแล็บในกรุงเทพฯ แต่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีการวางแผนระบบ Alarm หรือการแจ้งเตือน หากพบค่าสารปนเปื้อนในร่างกายที่เกินมาตรฐาน เพื่อนำไปสู่การรักษาและป้องกันอย่างทันท่วงที” ผศ.ดร.เกษมณี กล่าว
ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ นักวิชาการจากสำนักนวัตกรรมสังคมกล่าวว่า ปัญหาการปนเปื้อนในเชียงรายเชื่อมโยงกับโครงสร้างระดับโลกและการเมืองระหว่างประเทศ การมองปัญหาเพียงแค่ผลทางวิทยาศาสตร์จึงไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า "พลเมืองวิทยาศาสตร์" (Citizen Science)
"ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มักเป็นผู้มีอำนาจในการพูด และชาวบ้านเป็นฝ่ายรอฟัง แต่โครงการนี้พยายามดึงคนในพื้นที่ เช่น อสม. และครู เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัย ให้เขาสังเกตความผิดปกติได้เอง เช่น ความขุ่นของน้ำที่สัมพันธ์กับปริมาณสารหนู เพื่อให้เขามีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตตนเอง" นายปฐมพงษ์ กล่าว
น.ส. ออมสิน บุญเลิศ นักวิชาการสำนักนวัตกรรมสังคมกล่าวว่า จากการลงพื้นที่วิจัยพื้นที่ห้วยลึก อ.เวียงแก่น พบว่าภูมิทัศน์ทางอาหารเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่มีเมนูอาหารชุมชนและมีปลาน้ำโขงเป็นส่วนประกอบหลายเมณูกว่า 155 รายการ ปัจจุบันหายไปและปลาที่นำมาเข้าครัวถูกแทนที่ด้วยปลากระชังจากแหล่งอื่น ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ว่าชุมชนจะยังสามารถเชื่อใจอาหารในพื้นที่ของตนเองได้หรือไม่ และจากภูมิทัศน์อาหารที่เปลี่ยนไป จากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะมีการทดแทนได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาหาแนวทาง
ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ
---------